แพทย์เอกของโลก

Posted on กรกฎาคม 10, 2015 By

แพทย์ผู้ซึ่งเป็นบุคคลที่ช่วยให้มนุษย์พ้นจากความทุกข์ และ ความเจ็บป่วยถือว่าเป็นบุคคลที่น่ายกย่องเป็นอาชีพของผู้ให้ ถือเป็นผู้ยื้อชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้น วิชาการแพทย์เป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความตั้งใจอย่างมากๆในการที่จะค้นคว้าและเรียนรู้เป็นศาสตร์ที่ต้องมีความอดทนและเฉียดฉลาดมากกว่าปกติ และในการศึกษาค้นคว้าก็เป็นเรื่องที่ยากมาก การแพทย์เป็นสิ่งที่ช่วยมนุษย์ได้มากมายจริงๆแต่ ในการนำวิชาเหล่านี้มาทำการรักษาคนเจ็บจะต้องมีความชำนาญและความสามารถจริงๆ เพราะไม่เพียงแค่ช่วยเหลือมนุษย์แต่ก็ทำให้มนุษย์ตายได้เหมือนกัน เพราะการแพทย์คือการใช้ความชำนานในการเรียนรู้และจดจำเพราะถ้าหากมีความผิดพลาดแม้แต่เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เหมือนกัน วันนี้ที่หยิบยกการแพทย์มากล่าวถึงเพราะเราต้องการให้เห็นถึงคุณค่าและประโยชน์ของทางการแพทย์ โดยวันนี้เราจะมาพูดถึงแพทย์ที่มีความสำคัญในทางการแพทย์เป็นอย่างมากอีกท่านหนึ่งที่ขาดไม่ได้และจะไม่นึกถึงไม่ได้เลย หากพูดถึงต้นกำเนินการแพทย์หลายสาขา ต้องมีชื่อท่านอยู่และถูกกล่าวถึงอยู่ตลอด

“คลอดิอุส กาเลนุส (กาเล็น) มีชื่อเรียกเต็มๆว่า คลอดิอุส กาเลนุส”

คลอดิอุส กาเลนุส

แพทย์ชาวกรีกผู้มีชื่อเสียงโด่งดังและยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การแพทย์ยุคโบราณเป็นคนที่ 2 ต่อจากฮิปโปเครติส ปรมาจารย์ทางการแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของกรีกคนแรก ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์ และมีช่วงระยะเวลาที่ห่างกันถึง 800 ปี เขาคือผู้ที่มีชื่อว่า นายแพทย์ กาเล็น ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่า ‘’บิดาแห่งการทดลองสรีรวทยา’’ เพราะเป็นคนแรกที่เริ่มทำการทดลองเกี่ยวกับสรีรวิทยา และยังได้รับสมญานามต่างๆอีก อาทิเช่น ‘’เจ้าชายแห่งการแพทย์’’,“ บิดาแห่งกายวิภาคศาสตร์’’ คำสอนและตำราของเขาได้รับการยกย่องนับถือว่าเป็น ‘’ ต้นตำรับทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวด’’ แม้แต่ในทางศาสนาเช่น ศาสนาคริสต์ และศาสนายิว ก็ได้ยอมรับว่าคำสอนของกาเล็น สอดคล้องกับคำสอนของศาสนา ซึ่งถือว่าสำคัญถูกต้องและไม่ผิดพลาด ซึ่งจะทำการโต้แย้งไม่ได้ ถ้าผู้ใดคัดค้านหรือโต้แย้งก็เท่ากับเป็นคนนอกรีต นอกศาสนา แนวคิด ความรู้ และคำสอนทางการแพทย์ของเขาครอบคลุมเหนือวงการแพทย์อยู่นานถึง 1,500ปี และครอบคลุมตลอดยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ในคริสต์ศตวรรษที่ 16กาเล็งไม่ใช่แค่แพทย์ผู้โด่งดังเท่านั้น แต่ยังเป็นปรัชญาเมธี ผู้ปราดเปรื่องอีกด้วย งานทางปรัชญาของเขามีมากมายที่เกี่ยวกับวิชาตรรกวิทยา และวิชาที่ว่าด้วยความเป็นอยู่ของมนุษย์ เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้างานของอริสโตเติลมากพอๆกับศึกษาค้นคว้างานของฮิปโปเครติส

นายแพทย์เอกของโลก สุดยอดนายแพทย์ การจำลองการผ่าตัดในอดีต

Uncategorized     , , ,


การเกิด การสลาย และการเปลี่ยนแปลงของหยินหยาง

Posted on มิถุนายน 24, 2015 By

การเกิด การสลายของ หยินหยาง ในร่างกาย หมายถึง ภาวการณ์เกิดขึ้นและสลายของทั้งสองฝ่ายสัมพันธ์กัน

การที่ร่างกายสามารถคงสภาพปกติที่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ เช่นมีการสร้างเนื้อเหยื่อใหม่ขึ้นแทนเนื้อเหยื่อเก่าที่ทรุดโทรมตายไปตลอดเวลานั้นก็เป็นปรากฏการณ์แบบเดียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติของ ดิน ฟ้า อากาศ

การที่อวัยวะแต่ละอวัยวะของร่างกายสามารถทำหน้าที่ได้ (หยาง) ต้องอาศัยสารที่จำเป็นเป็นแหล่งพลังงาน (หยิน) นั้นคือหยางเกิดขึ้นจากการแปลเปลี่ยนหรือหมดไปของหยิน และร่างกายจะสามารถสร้างสารจำเป็น(หยิน)ขึ้นจากอาหารที่เรากินเข้าไปได้ ก็ต้องอาศัยความสามารถของอวัยวะต่างๆที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ย่อยและดูดซึม (หยาง) ในสภาวะปกติการเกิดและการสลายของหยิน-หยางอยู่ในสภาวะสมดุล และดำเนินติดต่อเป็นวัฏจักรอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดก็ตามที่สภาวะใดสถาวหนึ่งเกิดขึ้นแล้วทำให้การเกิดและการสลายของ หยิน – หยาง ผิดปกติ หยิน-หยาง จะเสียสมดุล เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้น หากหยางมีกำลังมากเกินไปจะทำให้หยินอ่อนกำลังลง และในทำนองเดียวกันถ้าหยินมากเกินไป ก็เป็นอุปสรรคขวางกั้นหยาง

สมุนไพรรักษาความสมดุลหยินหยาง

ในเงื่อนไขที่แน่นอน หยิน-หยาง สามารถแปรเปลี่ยนกลับกันได้ เช่น หยางมากเกินไปสามารถเปลี่ยนเป็นหยินได้ หรือ หยินมากเกินไปสามารถเปลี่ยนเป็นหยางได้

สภาพเช่นนี้พบได้บ่อยในทางปฏิบัติ เช่น โรคที่เกิดจากการร้อนเกินไปอย่างเฉียบพลัน เช่นปอดอักเสบจากการติดเชื้อตามทัศนะแพทย์แผนตะวันตก ทำให้อาการไข้สูง หงุดหงิด หน้าแดง เหงื่อออกมาก ปากแห้ง คอแห้ง กระหายน้ำ ไอมีเสมหะปนเลือด ท้องผูก เป็นต้น

ภาวะของพิษไข้และความร้อนสูงในร่างกายเป็นสาเหตุให้ร่างกายเป็นสาเหตุให้ร่างกายใช้พลังงานมากเกินปกติจนเกิดอาการตัวเย็น (อุณหภูมิของร่างกายลด)อย่างกะทันหัน มีอาการกระสับกระส่าย หน้าขาวซีด แขนขาวเย็น หายใจขัด ชีพจรเต้นเบา อาการดังกล่าวนี้เป็นอาการของความเย็นมากเกินไป นั่นคือ ร่างกายเปลี่ยนจากสภาพ หยาง (ร้อน)เป็นสภาพ หยิน (เย็น)

เมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมาถึงขั้นนี้แล้วหากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องสามารถกลับสู่สภาวะปกติ คือ แขนขาค่อยอุ่นขึ้น หน้าไม่ซีด ชีพจรเต้นรงขึ้น สภาพ หยางของร่างกายค่อยๆกลับคืนสมดุล นี่คือสภาพร่างกายจากหยิน เป็น หยาง

จุดสำคัญบนร่างกาย

Uncategorized     , , ,


ความสัมพันธ์ระหว่าง หยินหยาง

Posted on มิถุนายน 19, 2015 By

หยินหยางไม่เพียงแต่แสดงออกในลักษณะที่ตรงกันข้ามภายในรูปกายเท่านั้น และนอกจากนี้ยังแสดงลักษณะที่เกี่ยวข้องมีควงามสัมพันธ์กันและทำหน้าที่พึ่งพากัน และ กันอันเป็นมูลฐานภายในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของสิ่งต่างๆ เช่น พลังกับเลือด พลังเป็นหยาง เลือดเป็นหยิน

กงล้อหยินหยาง

พลังเป็นสิ่งที่ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ เลือดก็เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ คงหน้าที่ของตนไว้ อวัยวะจะมีพลังได้ต้องอาศัยเลือดมาหล่อเลี้ยง

ในขณะเดียวกันพลังก็ทำหน้าที่ควบคุมให้การหมุนเวียนของเหลือดเป็นไปได้อย่างปกติดังนั้นผู้ที่มีพลังพร่อง เช้น หน้าตาซีดเซียว ไม่มีเลือดฝาด ลิ้นขาวซีดร่วมด้วย

ในการรักษา นอกจากจะเพิ่มเติมพลังให้แกร่งขึ้นยังต้องบำรุงเลือดด้วยไปพร้อมๆกัน

ในกรณีกลับกัน ถ้าเลือดพร่อง สีหน้าจะขาวซีด ริมฝีปากซีด เวียนศีรษะ

นอกจากนี้อาจมีอาการพลังพร่อง เช่น ใจสั่น หายใจตื้นเร็ว ไม่มีเรี่ยวแรง เหงื่อออกมากร่วมด้วย ในการบำรุงรักษาอาจต้องใช้การบำรุงเลือด และเสริมพลังให้แกร่งขึ้น

ตัวอย่างอีกอันหนึ่งคือ การสร้างสารจำเป็น สารอาหารในการย่อยอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นสารจำเป็น ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้เป็นหยาง

กระบวนการที่จะทำให้อาหารกลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ต่อได้ ต้องอาศัยสมรรถภาพที่ปกติของกระเพราะอาหารและม้าม  สมรรถภาพนี้เป็นหยาง และการที่กระเพาะอาหารและม้ามสามารถมีสมรรถภาพที่ปกติแล้วต้องอาศัยสารจำพวก สารที่เป็นหยิน มาบำรุงอย่างสม่ำเสมอหากสารอาหารที่จำเป็นขาดไป อวัยวะต่างๆจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์และแข็งแกร่ง ทำให้สามารถช่วยย่อยอาหารจำเป็นบกพร่องไปด้วย จึงเห็นด้วยว่าสารจำเป็นเป็นตัวหล่อเลี้ยงอวัยวะให้สามารถทำงานได้ ขณะเดียวกันความสามารถในการหน้าที่ได้อย่างปกติของอวัยวะที่เป็นข้อมูลสาย

วัฐจักรหยินหยาง

Uncategorized     , ,


หยินหยางเบี้องต้น

Posted on มิถุนายน 14, 2015 By

หยินหยาง เป็นทฤษฎีพื้นฐานทางการแพทย์ของจีนที่เป็นที่นิยมในกลุ่มคนจำนวนมาก ที่อาศัยคุณสมบัติ  หยินหยาง มาใช้ในการอธิบายร่างกายมนุษย์ โดย หยิน หมายถึงเย็น หรือที่ร่ม ส่วน หยาง หมายถึงร้อน หรือที่แจ้ง

หยินหยาง เป็นด้านของสรรพสิ่งที่ตรงกันข้าม ด้านทั้งสองนี้จะต่อต้านกัน ขณะเดียวกันก็ควบคุมและเป็นเอกภาพแก่กัน สรรพสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในจักรวาลล้วนเป็น หยินหยาง ทั้งสิ้น หยินหยางเหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา และการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นตัวกำหนดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติทั้งหมด รวมทั้งการเจริญเติบโตและการปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์

หยิน-หยาง

โดยทั่วไป หยาง หมายถึง ดวงอาทิตย์ ฟ้า หลางวัน ไฟ ความร้อน ความแห้ง ความสว่าง บวก ฯลฯ

หยิน หมายถึง หมายถึง ดวงจันทร์ ดิน กลางคืน น้ำ ความเย็น ความชทื้อ และความมืด ลบ

ลักษณะของ หยิน-หยาง

หยาง มีแนวโน้มที่จะแผ่ออก ไหลขึ้นบน  และ ออกด้านนอก

หยิน มีแนวโน้มที่จะหดตัว ไหลลงเบื้องล่าง และ เข้าภายใน

หยาง  เป็นความเคลื่อนไหวหมายถึง ชีวิต

หยิน เป็นความหยุกนิ่ง หมายถึง ความตาย

แต่ในความหมายที่ขัดแย้งและต่างต่อต้านกันของหยินหยาง แต่ไม่ได้หมายถวามว่า หยางมีสภาพที่เป็นบวกจะดีเสมอไป ในขณะที่หยิน ซึ่งมีสภาพลบจะต้องชั่วเสมอไปด้วยเช่นกัน เพราะสิ่งที่อยู่ภายในโลกนิ้หรือในจักรวาลจะคงสภาพปกติได้ต้องอาศัยความสมดุลของคุณสมบัติที่แตกต่างและขัดแย้งกันของหยินและหยาง

หากปริมาณตัวใดตัวหนึ่งลดลงหรือมีค่าไม่เท่ากันสภาพที่ปกติจะมีการแปรปวน นอกจากนี้ หยินหยางม่ได้ประกอบหรืออยู่ในอัตราส่วนที่เท่ากันหรือไม่ได้นิ่งตายตัว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน

ลักษณะทั่วไปของหยินหยาง

ลักษณะพื้นฐานที่ทางแพทย์จีนนำมาใช้ มี 5 ประการคือ

  1. หยินหยาง เป็นสมบัติ สองด้านที่ขัดแย้งกันในร่างการ
  2. หยินหยางสามารถแบ่งได้แต่แยกไม่ได้ สรรพสิ่งสามารถแบ่งเป็นยอนหย่างได้อย่างไม่มีที่สินสุด แต่แยกจากกันไม่ได้
  3. หยินหยางต่างพึ่งพาอาศัยกันและทำให้เกิดซึ่งกันและกัน
  4. หยินหยางมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกันได้
  5. หยินหยาง ต่างควรคุมซึ่งกันและกัน

ปัจจุบันหารปพทย์แผนจีนที่ใช้หยินหยางมาอธิบายปรากฏการที่ตรงข้ามและเป็นการเพทย์หญ่งจากทั่วทุดมุมโลก

การตรวจโรคแบบหยินหบาง

Uncategorized     , ,


โครงสร้างของดิน

Posted on มิถุนายน 5, 2015 By

โครงสร้างของดิน เป็นสมบัติทางกายภาพอีกอย่างหนึ่งของดิน ที่เกิดจากการจัดเรียงตัวของอนุภาคดินที่มีขนาดรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป มาเกาะรวมกันด้วยแรงดึงดูดระหว่างกันหรือโดยสายเชื่อม จึงทำให้มีการเรียงตัวของอนุภาคดินปรากฏออกมาได้โครงสร้างที่แตกต่างกันออกไป โดยทั่วๆไปโครงสร้างของดินมักจะไม่เสถียรหรือไม่คงที่ และย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามอิทธิพลได้ได้รับจากภายนอก  เช่น การใส่อินทรียวัตถุ การใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร การจัดการดิน การทำเทือก การเตรียมดิน เป็นต้น

ประเภทของโครงสร้างดิน

สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 พวกใหญ่ๆ ดังนี้

  1. พวกที่ไม่มีโครงสร้าง ส่วนใหญ่อนุภาคดินจะอยู่โดดๆ หรือเกาะยึดกันอยู่ด้วยแรงที่เท่ากันทุกทางงเช่น
    • Single grain คืออนุภาคของดินแต่อนุภาคไม่ยึดติดกัน
    • Massive คืออนุภาคของดินจะเกาะยุดกันด้วยแรงที่ใกล้เคียงกันทุกทิศทาง
  2. พวกที่มีโครงสร้างโดยอาศัยการจำแนกโครงสร้างดินจากรูปทรงต่างๆ เช่น
    • Granular เป็นโครงสร้างของดินที่เหมาะสมกับการปลูกพืชได้เป็นบางประเทศ แต่มีข้อจำกัดอยู่ที่รูปทรงที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ และความร่วนซุ่ยของดินไม่ค่อยดี
    • Crumb เป็นลักษณะโครงสร้างของดินที่เหมาะสมกับการปลูกพืชทุกชนิด
    • Platy เป็นแผ่นตามแนวราบอัดกันค่อนข้างหนามาก เนื่องมาจากมีส่วนผสมของแร่ไมก้า สะสมอยู่ในดินจำนวนมาก
    • Block โครงสร้างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมคล้ายลูกเต๋า สามารถบีบแตกได้ง่าย
    • Prismatic โครงสร้างของดินจะมีรูปทรงเป็นแท่ง
  3. พวกที่โครงสร้างถูกทำลาย ส่วนใหญ่จะเป็นโครงสร้างของดินที่ได้รับผลกระทบกระเทือนจากการเตรียมดิน โดยเป็นการทำลายโครงสร้างที่มีอยู่เดิมให้เปลี่ยนไป

ตัวอย่างหน้าดินอย่างดี
ตัวอย่างดินปลูกต้นไม้

Uncategorized     , ,


การกำเนิดดิน ตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้อง

Posted on พฤษภาคม 27, 2015 By

ขบวนการต่างๆที่ทำให้เกิดดินมีมากมายหลากหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ขบวนการย่อยสลาย ขบวนการสร้างดิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยากที่จะสังเกตุ และ ทำการศึกษา

ปัจจัยที่ควบคุมการกำเนินของดิน

นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ ได้แสดงออกมาในรูปแบบของสมการระหว่างความสัมพันธ์ของดินกับปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดดิน

ซึ่งจะได้การแทนที่สมการเป็น   S= f ( c , o , r , p , t )

S = ตัวแทนของดิน

f = องค์ประกอบ

c = ภูมิอากาศ

o = สิ่งมีชีวิตทั้งพืช และสัตว์

r = ภูมิประเทศ

p = วัตถุต้นกำเนินดิน

t = เวลา

ซึ่งเมื่อนำมาเขียนแสดงในรูปแบบรูปภาพจะได้ดังภาพด้านล่าง

1. ภูมิอากาศ : เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อการเกิดของดินที่สามารถทำให้ดินมีลักษณะแตกต่างกันไปได้  อาทิเช่น ปริมาณน้ำฝน และ ภูมิอากาศที่มีบทบาทต่อการสลายตัวต่อหินแร่ทางด้านเคมีและกายภาพและอื่นๆ

2. สิ่งมีชีวิต: สิ่งหมายถึงพืชและสัตว์ชั้นสูง ตลอดจนจุลินทรีย์ในดินด้วย

3. ลักษณะภูมิประเทศ :เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดชั้นหน้าตัดของดิน และการชะล้างพังทลายของหน้าดิน

4. วัตถุต้นกำเนินดิน :ซึ่งได้แก่ หินและแร่ต่างๆ ที่ผ่านขบวนการทำลายหรือย่อยสลายมาเป็นเวลานานจนกลายเป็นดินที่มีโคลงสร้างของดิน

นอกจากนี้สามารถแบ่งวัตุต้นกำเนินของดินออกได้เป็นอีก 2 พวก คือ

  1. พวกที่สลายตัวแล้วอยู่กับที่ ได้แก่หินชนิดต่างๆ
  2. พวกที่สลายตัวแล้วถูกถูกอิทธิพลของน้ำ ลม พัดพาตะกอนไปทับถมที่อื่นๆ

5. เวลาในการพัฒนาชั้นดิน เวลาจัดเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งจะพบว่าดินที่มีอายุมาก หรือวัตถุต้นกำเนินดิน ที่มีการพัฒนามาเป็น ล้านปี ย่อมจะมีชั้นดินที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าดินที่มีอายุน้อย

 

ปัจจัยหลักของการกำเนินดิน มี 5 ข้อหลักตามที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น หวังว่าความรู้เบื้องต้นจะสามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ทำให้ท่านได้รู้จักคำว่า “ดิน” ได้บ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการที่จะดำเนินการหรือทำกิจกรรมใดๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับดิน

โครงสร้างการกำเนิดดิน

Uncategorized     , ,